เจ้าของธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคารต้องเคยสัมผัสกับความท้าทายของช่องทางเดลิเวอรี่ที่กำไรต่อออเดอร์น้อยกว่ามาก ขณะที่ขายตรงยังคงเหลือกำไรสูงกว่าอย่างชัดเจน…
เจ้าของธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคารต้องเคยสัมผัสกับความท้าทายของช่องทางเดลิเวอรี่ที่กำไรต่อออเดอร์น้อยกว่ามาก ขณะที่ขายตรงยังคงเหลือกำไรสูงกว่าอย่างชัดเจน ความแตกต่างนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของระบบจัดการที่ต้องรับมือกับต้นทุนขนส่ง ค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยี และการรักษาคุณภาพบริการ แม้จะมีข้อมูลว่าการใช้เครื่องมือดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่การเลือกแนวทางที่เหมาะสมต้องพิจารณาผลกระทบต่อรายได้และต้นทุนอย่างรอบคอบ ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีจัดการที่ไม่เพียงแค่ลดต้นทุน แต่ยังเพิ่มโอกาสเติบโต คำตอบอาจอยู่ที่การร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งข้อมูลและบริบทธุรกิจของคุณ
ทำไมออเดอร์ผ่านเดลิเวอรี่เหลือกำไรน้อยกว่ามาก — แจกแจงค่า GP ค่าบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนวัตถุดิบ
สำหรับเจ้าของร้านอาหารที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ ต้องรู้ว่ากำไรจากออเดอร์ผ่านช่องทางนี้เหลือน้อยกว่าขายตรงอย่างชัดเจน เพราะก่อนเงินจะถึงมือร้าน ต้องหักค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์มออกไปก่อนเป็นก้อนแรก ความแตกต่างนี้เกิดจากค่าใช้จ่ายหลายมิติที่ต้องคำนวณอย่างละเอียด
ค่าบรรจุภัณฑ์ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำไรลดลง ร้านอาหารที่ใช้ส่งผ่านเดลิเวอรี่ต้องจัดเตรียมกล่องบรรจุอาหาร ถุงกันน้ำ หรืออุปกรณ์พิเศษเพื่อรักษาความสดของอาหาร ซึ่งอาจเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่สำคัญของมูลค่าออเดอร์ ขณะที่ขายตรงไม่ต้องใช้กล่องเพิ่ม ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง
ค่าบริการส่ง เป็นอีกตัวแปรที่ลดกำไรอย่างมาก แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่โดยทั่วไปเรียกเก็บค่าคอมมิชชันจากร้านอาหารตั้งแต่ 15% ถึง 30% ต่อออเดอร์ และบางแพลตฟอร์มอาจสูงถึง 35% ในบางเงื่อนไข ซึ่งเมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทำให้กำไรลดลงอย่างมาก
แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะใกล้เคียงกันระหว่างขายตรงและขายผ่านเดลิเวอรี่ แต่ร้านอาหารที่ขายผ่านแพลตฟอร์มอาจต้องเผชิญกับ การสูญเสียจากความผิดพลาดในการจัดส่ง เช่น อาหารไม่ตรงเวลา หรือสินค้าเสียหาย ซึ่งทำให้ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเพื่อแก้ไข ขณะที่ขายตรงสามารถควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า
- ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้ประหยัด เช่น ใช้กล่องรีไซเคิล หรือบรรจุแบบยืดหยุ่นที่ลดการใช้พลาสติก
- เลือกแพลตฟอร์มที่มีค่าส่งต่ำ หรือพิจารณาใช้บริการส่งเองเพื่อควบคุมต้นทุน
- เพิ่มมูลค่าการขาย ด้วยการเสนอส่วนลดสำหรับออเดอร์ขนาดใหญ่ หรือสร้างโปรโมชันเฉพาะช่วง
กำไรร้านอาหารเดลิเวอรี่ที่เหลือน้อยกว่าขายตรง ไม่ใช่เพราะค่าใช้จ่ายสูงเกินไปในจุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็นผลจากการรวมต้นทุนหลายมิติที่ต้องคำนวณอย่างรอบคอบ ถ้าเจ้าของร้านอาหารสามารถจัดการค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กำไรจะเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
ร้านที่กำไรดีใช้เดลิเวอรี่ต่างจากร้านที่ขาดทุนอย่างไร — เดลิเวอรี่คือช่องทางหาลูกค้าใหม่ ไม่ใช่รายได้หลัก
ตัวอย่าง 1: ใช้ข้อมูลลูกค้าสร้างส่วนลดเฉพาะกลุ่ม ร้านที่กำไรดีจะวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าจากข้อมูลเดลิเวอรี่ เช่น ลูกค้าที่สั่งซ้ำบ่อยอาจได้รับส่วนลดในครั้งถัดไป ช่วยเพิ่มยอดขายโดยไม่สูญเสียกำไร ขณะที่ร้านขาดทุนอาจใช้ส่วนลดทั่วไปที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้กำไรลดลง
ตัวอย่าง 2: จัดเมนูให้เหมาะกับเดลิเวอรี่ ร้านที่กำไรดีออกแบบเมนูให้เหมาะกับการส่ง เช่น อาหารที่ไม่ต้องใช้ความร้อนสูง หรือจานขนาดใหญ่แต่ราคาไม่สูงเกินไป ช่วยลดค่าใช้จ่ายการจัดส่งและเพิ่มความน่าสนใจต่อผู้สั่งผ่าน
ตัวอย่าง 3: ใช้แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่เป็นเครื่องมือการตลาด ร้านที่กำไรดีจะใช้ข้อมูลลูกค้าจากแพลตฟอร์ม เช่น ความถี่ในการสั่ง เพื่อสร้างแคมเปญเฉพาะกลุ่ม เช่น ส่งข้อความแจ้งเตือนให้ลูกค้าที่สั่งบ่อยที่สุดในพื้นที่ 3 กม. ว่า "สั่งอาหารวันนี้ได้รับของฟรี" ขณะที่ร้านขาดทุนอาจไม่ใช้ข้อมูลเหล่านี้ ทำให้สูญเสียโอกาสในการดึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
ข้อควรระวัง: ไม่ให้เดลิเวอรี่เป็นรายได้หลัก ร้านที่กำไรดีตั้งเป้าให้เดลิเวอรี่เป็น "ช่องทางหาลูกค้าใหม่" ไม่ใช่ "รายได้หลัก" ดังนั้นจึงควบคุมต้นทุนการจัดส่งให้ต่ำที่สุด พร้อมทั้งเน้นการขายผ่านช่องทางอื่น เช่น ร้านค้าปลีกหรือส่งตรง ช่วยลดความเสี่ยงที่จะขึ้นราคาสินค้าหรือลดคุณภาพอาหารเพื่อรักษากำไร
สรุป กำไรร้านอาหารเดลิเวอรี่ขึ้นอยู่กับวิธีใช้ช่องทางนี้ ไม่ใช่ปริมาณขาย ร้านที่ประสบความสำเร็จจะออกแบบกลยุทธ์ให้เดลิเวอรี่เป็นเครื่องมือหาลูกค้าใหม่ ไม่ใช่แหล่งรายได้หลัก ด้วยการใช้ข้อมูลลูกค้า ปรับเมนูให้เหมาะกับการส่ง และควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ คุณจึงสามารถสร้างรายได้จากเดลิเวอรี่โดยไม่สูญเสียกำไรในระยะยาว
วิธีดึงลูกค้าจากแอปเดลิเวอรี่กลับมาสั่งตรงกับร้าน — LINE OA, QR order, ระบบสมาชิก
สำหรับเจ้าของร้านอาหารที่ต้องการเพิ่มกำไรร้านอาหารเดลิเวอรี่ ปัญหาหลักคือลูกค้าส่วนใหญ่สั่งผ่านแอปเดลิเวอรี่แล้วไม่กลับมาสั่งตรงกับร้าน ถ้าไม่เปลี่ยนกลยุทธ์ กำไรร้านอาหารเดลิเวอรี่จะถูกดูดไปทั้งหมด แต่ถ้าทำได้ กำไรร้านอาหารเดลิเวอรี่จะเพิ่มขึ้นได้จริง ดูตัวอย่างวิธีทำให้ลูกค้ากลับมาสั่งตรงกับร้านได้เลย
Do: ใช้ระบบสมาชิกที่มีส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าที่สั่งตรง ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ประโยชน์เพิ่ม Don't: ไม่ตั้งระบบสมาชิก ปล่อยให้ลูกค้าใช้แอปเดลิเวอรี่ทั้งหมด ทำให้กำไรร้านอาหารเดลิเวอรี่ลดลง
ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกแอปเดลิเวอรี่เพราะสะดวก แต่ถ้าร้านอาหารไม่สร้างแรงจูงใจให้กลับมาสั่งตรง กำไรร้านอาหารเดลิเวอรี่จะถูกดูดไปทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารที่ไม่มีระบบสมาชิกมักสูญเสียลูกค้าจำนวนมากหลังจากสั่งผ่านแอปเดลิเวอรี่
1. ใช้ LINE OA สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
Do: ตั้งระบบส่งข้อความอัตโนมัติที่ตอบคำถามเร็ว 24 ชม. เช่น แจ้งส่วนลด หรือส่งเมนูใหม่ Don't: ปล่อยให้ลูกค้าติดต่อผ่านแอปเดลิเวอรี่ทั้งหมด ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าร้านไม่สนใจ
LINE OA ช่วยให้ร้านอาหารติดต่อลูกค้าได้ทันที ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าร้านสนใจพวกเขา ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารที่ใช้ LINE OA ตอบคำถามเร็ว 24 ชม. พบว่าลูกค้ากลับมาสั่งตรงเพิ่มขึ้น
2. สร้าง QR code ที่ใช้งานง่าย
Do: ติด QR code ที่โต๊ะอาหาร หรือในเมนู ให้ลูกค้าสั่งได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดแอป Don't: ใช้ QR code ที่ซับซ้อน หรือไม่แสดงส่วนลด ทำให้ลูกค้าไม่สนใจ
QR code ที่ใช้งานง่ายช่วยลดขั้นตอนการสั่งอาหาร ทำให้ลูกค้าสั่งได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารที่ติด QR code ที่โต๊ะอาหารพบว่าลูกค้าสั่งตรงเพิ่มขึ้น
3. สร้างระบบสมาชิกที่มีประโยชน์
Do: ให้ส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าที่สั่งตรง หรือสะสมแต้มเพื่อแลกของรางวัล Don't: ไม่มีระบบสมาชิก ทำให้ลูกค้าไม่มีแรงจูงใจกลับมาสั่ง
ระบบสมาชิกช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์ ทำให้ลูกค้ากลับมาสั่งตรงได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารที่มีระบบสมาชิกพบว่าลูกค้ากลับมาสั่งตรงเพิ่มขึ้น
การใช้ LINE OA, QR code, ระบบสมาชิก ช่วยให้ร้านอาหารดึงลูกค้าจากแอปเดลิเวอรี่กลับมาสั่งตรงได้จริง ต้องมีการวางแผนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าร้านอาหารเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ไม่ใช่แค่ตัวเลือกที่ง่ายที่สุด
เมื่อไหร่ควรตัดแอปเดลิเวอรี่ที่ไม่คุ้มทิ้ง แล้วย้ายงบไปช่องทางที่กำไรดีกว่า
ร้านอาหารที่ใช้แอปเดลิเวอรี่ส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับปัญหา กำไรร้านอาหารเดลิเวอรี่ลดลง ทำให้การตัดสินใจว่า "ควรตัดแอปเดลิเวอรี่ที่ไม่คุ้มทิ้ง" เป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องวิเคราะห์อย่างรอบคอบเพื่อไม่พลาดโอกาสสร้างรายได้จากช่องทางที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า
1. กำไรต่อออเดอร์ต่ำกว่าระดับที่คาดหวัง เมื่อเทียบต้นทุนค่าส่งและค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์มกับกำไรที่ได้จริง ถ้ากำไรต่อออเดอร์ต่ำกว่าช่องทางขายตรงอย่างเห็นได้ชัด แสดงว่าต้นทุนของแพลตฟอร์มนั้นสูงเกินไปสำหรับร้านคุณ ควรพิจารณาช่องทางอื่นที่สร้างกำไรได้มากกว่า
2. ค่าใช้จ่ายรวมของแพลตฟอร์มสูงเกินไป เมื่อรวมค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าการตลาด และค่าจัดส่งที่ร้านต้องสมทบเข้าด้วยกัน ต้นทุนรวมของการใช้แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่บุคคลที่สามอาจสูงถึงราว 35-48% ของรายได้ต่อออเดอร์ (ข้อมูลจาก activemenus.com) ถ้าตัวเลขของร้านคุณเข้าใกล้หรือเกินช่วงนี้ และทำให้กำไรลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการขายตรง ถือว่าไม่คุ้มค่า ควรตัดแอปที่มีต้นทุนสูงและหันไปใช้ช่องทางที่มีต้นทุนต่ำกว่า
3. แอปไม่ตอบโจทย์การจัดส่งแบบ real-time แอปเดลิเวอรี่ที่ไม่สามารถติดตามสถานะการจัดส่งแบบ real-time อาจทำให้ลูกค้าไม่พอใจ ตัวอย่างเช่น ลูกค้าไม่รู้ว่าอาหารถูกส่งแล้วหรือยัง หรือรอนานกว่าที่คาด ต้องตัดแอปที่ไม่รองรับระบบติดตามสถานะแบบเรียลไทม์
4. ระบบอัตโนมัติไม่รองรับการดำเนินการของร้าน แอปที่ไม่มีระบบอัตโนมัติ เช่น ระบบแจ้งเตือนการชำระเงิน หรือระบบตัดยอดคืนเงินอัตโนมัติ อาจทำให้ร้านต้องใช้แรงงานเพิ่ม ตัวอย่างเช่น ต้องมีพนักงานคอยตรวจสอบการชำระเงินทุกครั้ง แทนที่จะใช้ระบบอัตโนมัติที่ช่วยลดภาระงาน
5. ไม่มีข้อมูลการตลาดหรือวิเคราะห์ลูกค้า แอปที่ไม่ให้ข้อมูลการตลาด เช่น ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า หรือวิเคราะห์ยอดขาย อาจทำให้ร้านไม่สามารถปรับกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ไม่รู้ว่าลูกค้าเลือกสินค้าใดบ่อย หรือไม่สามารถตั้งราคาที่เหมาะสมได้
6. ไม่มีการสนับสนุนหลังการขาย แอปที่ไม่มีการสนับสนุนหลังการขาย เช่น ไม่มีทีมงานตอบคำถามลูกค้า หรือไม่มีการแก้ไขปัญหาเร็ว อาจทำให้ลูกค้าไม่พอใจและไม่กลับมาซื้ออีก ตัวอย่างเช่น ลูกค้าแจ้งปัญหาการส่งอาหาร แต่ไม่มีทีมงานตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมง
7. ไม่มีการอัปเดตข้อมูลหรือฟีเจอร์ใหม่ แอปที่ไม่มีการอัปเดตข้อมูลหรือฟีเจอร์ใหม่ อาจทำให้ร้านไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ตัวอย่างเช่น ไม่มีฟีเจอร์จ่ายผ่าน QR Code หรือไม่มีการแจ้งเตือนโปรโมชันใหม่
8. ไม่มีการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งาน แอปที่ไม่มีการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งาน เช่น ไม่รู้ว่าลูกค้าใช้งานแอปได้เท่าไร หรือไม่รู้ว่าลูกค้าเลือกสินค้าใดบ่อย อาจทำให้ร้านไม่สามารถปรับปรุงบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9. ไม่มีการสนับสนุนการตลาดแบบเจาะลึก แอปที่ไม่มีการสนับสนุนการตลาดแบบเจาะลึก เช่น ไม่มีการสร้างแคมเปญโปรโมชันเฉพาะกลุ่ม หรือไม่มีการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า อาจทำให้ร้านไม่สามารถดึงลูกค้าใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ถ้าแอปตัวไหนเข้าเกณฑ์หลายข้อข้างต้นพร้อมกัน นั่นคือสัญญาณชัดว่าถึงเวลาตัดทิ้ง แล้วย้ายงบไปลงกับช่องทางที่ควบคุมต้นทุนได้เอง เช่น QR order หรือ LINE OA แทน
บทสรุป
ร้านอาหารที่รับออเดอร์ผ่านเดลิเวอรี่ เหลือกำไรต่อออเดอร์น้อยกว่าการขายตรงอย่างชัดเจน เพราะต้องหักค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์มตั้งแต่ 15% ถึง 30% (บางแพลตฟอร์มสูงถึง 35%) ก่อนเงินจะถึงมือร้าน ความแตกต่างนี้สะท้อนถึงการจัดการต้นทุนและรายได้ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ช่องทางขายตรงไม่เพียงสร้างรายได้สูงขึ้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจากกระบวนการส่งของ ความแตกต่างนี้คือโอกาสในการปรับกลยุทธ์ให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วขึ้น ถ้าปล่อยให้ช่องทางเดลิเวอรี่เป็นรายได้หลัก อาจสูญเสียโอกาสในการสร้างกำไรที่ยั่งยืน อย่าปล่อยให้กำไรหลุดลอยไปกับต้นทุนที่ควบคุมยาก — เลือกทิศทางที่ชัดเจน แล้วเริ่มเปลี่ยนแปลงวันนี้ กำไรที่คุณปล่อยให้หลุดไป อาจไม่กลับมาอีกเลย
คำถามที่พบบ่อย
เดลิเวอรี่ควรเป็นกี่ % ของยอดขายรวม ถึงจะไม่กินกำไรร้าน?
ควรควบคุมให้สัดส่วนไม่ให้กินกำไรจนมากเกินไป เพื่อรักษากำไรหลักจากการดำเนินงานของร้าน
ร้านอาหารควรอยู่บนแอปเดลิเวอรี่กี่เจ้าถึงพอดี ไม่เปลืองค่า GP ซ้ำซ้อน?
แนะนำให้อยู่บนแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนและสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำระบบ QR order สั่งตรงเองคุ้มกว่าพึ่งแอปเดลิเวอรี่จริงไหม?
QR order ช่วยลดค่าคอมมิชชั่นและควบคุมขั้นตอนได้ดีกว่า แต่ต้องพิจารณาความสะดวกของลูกค้าด้วย
แหล่งอ้างอิง
- restolabs.com
- upenn.edu
- cloudkitchens.com
- altametrics.com
- liven.love
- ideacrystal.com
- activemenus.com
- dev.family
หากคุณต้องการปรับปรุงกระบวนการส่งอาหารให้สร้างรายได้ได้มากขึ้น อาจมีขั้นตอนที่คุณยังไม่ได้ลอง ลองคิดถึงวิธีที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจแบบคุณ



